Pages - Menu

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ปลูกผักหวานบ้าน เก็บยอดขายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ปลูกผักหวานบ้าน เก็บยอดขายสร้างรายได้






ผักหวานบ้าน : เป็นไม้ที่ปลูกง่ายโตเร็วไม่เหมือนผักหวานป่าที่มีการปลูกค่อนข้างยากกว่ามากซึ่งเป็นข้อดีของผักหวานบ้าน ยอดผักหวานบ้านจะมียอดที่อวบและใหญ่กว่าผักหวานป่าและให้น้ำหนักดี และเป็นที่ต้องการของตลาดทุกวันนี้ แถมราคาถือว่าดีมากเลยทีเดียวครับ วันนี้ผมจึจะมาแนะนำการปลูก ผักหวานบ้าน ไว้ทานเองหรือจะปลูกขายสร้างรายได้กันครับ 


ลักษณะ : เป็นไม้พุ่ม สูง 0.8 - 2 เมตร ไนิยมกินยอดอ่อน กิ่งก้านค่อนข้างเล็ก สีเขียวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบสั้น ประมาณ 2 - 4 มม. ใบออกแบบสลับ รูปร่างกลมรูปขอบขนาน หรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบกว้าง 2 - 3.2 ซม. ยาว 3.2 - 6 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ และมีหูใบเป็นแผ่นเล็ก ๆ ที่โคนก้านใบ ดอกสีม่วงแดงหรือแดงเข้มกลุ่มละ 2 - 4 ดอก เป็นดอกเดี่ยวออกตรงซอกใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศกัน ผลรูปร่างคล้ายลูก มะยม เรียงกันอยู่ใต้ใบ ผลมี 3 พู สีขาวนวลและออกสีชมพูเล็กน้อย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.0 - 1.5 ซม. เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม ขนาดเล็ก

ทำไมจึงเลือกปลูกผักหวานบ้าน ?


1.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่สามารถปลูกครั้งเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวได้นานอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นอยู่กับการดูแลที่ถูกวิธี นั้นหมายความว่าเกษตรกรจะลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่มีรายได้ตลอด โดยอาจจะทยอยเก็บทุกวัน ทุก3วันหรือทุก7วันก็ได้

2.ให้ผลตอบแทนเร็ว เพียง 3 เดือนหลังปลูกก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ เมื่อผักหวานบ้านอายุได้6เดือน ให้ผลตอบแทนต่อเดือนสูง 1ไร่สามารถทำเงินได้ 15,000 – 30,000 /เดือนขึ้นอยู่กับการดูแลการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม

3.ใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยเมื่อเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ

4.ทางด้านการตลาด ผักหวานปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ราคาขายในตลาดบางช่วงสูงถึง 200 บาท/กิโลกรัม และราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท/กิโลกรัม ผักหวานบ้านยังคงเป็นสินค้าที่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก

5.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ปลูก และเติบโตง่าย สามารถปลูกได้ในสภาพดินที่ไม่ดี ต้านทานโรคได้ดี มีศัตรูทางธรรมชาติน้อยมาก ง่ายต่อการดูแลรักษาเมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง

6.ผักหวานบ้านเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยและการดูแลน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ

7.สามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี และเมื่อเกษตรยังไม่เก็บผลผลิตก็ไม่เสียหายแต่กลับโตและพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆสามารถตัดกิ่งขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

8.ผักหวานบ้านไม่มีหนาม ต้นไม่สูง การเก็บผลผลิตทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว

9.ผักหวานบ้านสามารถปลูกเป็นพืชรองร่วมกับต้นไม้อื่นๆได้ เช่นปลูกในสวนมะนาว สวนมะม่วง สวนฝรั่ง เป็นต้น ที่สำคัญผักหวานบ้านสามารถปลูกเป็นพืชคลุมหน้าดินกันวัชพืชเจริญเติบโตได้ และขายได้อีกด้วย

วิธิการปลูกผักหวานบ้าน

1. เตรียมกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์ดี 2500 - 4000 กิ่ง/ไร่

2. เตรียมดินเพื่อทำแปลงปลูก ให้เป็นคันสูงจากพื้นเล็กน้อยเพื่อระบายน้ำ 

3. ระยะห่างการปลูก ระยะร่องปลูก 0.8-1.0 m. ระยะห่างในแถว 0.5-1.0 m.


4. ดูแลใส่ปุ๋ยและให้น้ำเป็นประจำ เพียง 3 เดือนหลังปลูกก็สามารถเริ่มเก็บยอดขายได้แล้วครับ






ต้นทุนในการปลูกผักหวานบ้าน

-  กิ่งพันธุ์ผักหวานบ้าน  4,000 กิ่ง (กิ่งล่ะ 3 บาท)12,000 บาท

-  ราคาค่าแรงในการปลูกหรือปรับปรุงพื้นที่ แนะนำให้ปลูกแบบยกแปลง  1ไร่ปลูกได้ ประมาณ 4,000 ต้น  2,000 บาท

-  ราคาค่าอุปกรณ์ระบบจ่ายน้ำ  15,000 บาท


-  ค่าอุปกรณ์อื่นๆ  2,300 บาทรวมต้นทุนในการลงทุนปลูกผักหวานบ้าน พื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับ 31,300 บาท

ระยะคืนทุน

ผักหวานจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 3 เดือน โดยเว้นระยะห่าง วัน เก็บได้ ครั้ง  เมื่อผักหวานอายุ มากกว่า 6 เดือนจะได้ผลผลิตผักหวานอยู่ที่ 300 กก./ไร่/เดือนราคาขาย ส่งรถรับซื้อ ราคาต่ำสุด 40 บาท/กิโลกรัม เท่ากับ 12,000 บาท/เดือนราคาขายส่งแผงผักในตลาด(ส่งเอง) 60 บาท/กิโลกรัม เท่ากับ 18,000 บาท/เดือนราคาขายด้วยตนเอง 100 บาท/กิโลกรัม (แต่ปกติจะมากกว่า โดยทั่วไปขายกิโลกรัมล่ะ 200 บาท)  เท่ากับ 30,000 บาท/เดือน



ฝากกดไลค์เพจ : เศรษฐกิจพอเพียง คนรุ้นใหม่หัวใจพอเพียง ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/sedtagidpurpearng

เรียบเรียงโดย ssc.sedtagidpurpearng
(ผิดพลาดประการใดขอรับไว้แต่ผู้เดียวครับ)

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

"โคก-หนอง-นา โมเดล" การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

"โคก-หนอง-นา โมเดล" 

อีกศาสตร์พระราชาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง


 “อ.ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื่อง

หลายต่อหลายคนสงใสว่า ? คือ โคก-หนอง-นา โมเดล 


 โคก-หนอง-นา โมเดล  คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ  โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ

        วันนี้เรามาทำความรูกจักกับ โคก-หนอง-นา โมเดล ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน กันดีกว่านะครับ

โดย โคก-หนอง-นา โมเดล มีองค์ประกอบดังนี้

1. โคก:

-ดินที่ขุดทำหนองน้ำนั้นให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวทางพระราชดำริ 
-ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
-ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

2. หนอง:

-ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก)
-ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้ 
-ทำ ฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำ และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
-พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก

3. นา:

-พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็กๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน 
-ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา






สำหรับชาวบ้านที่สนใจศาสตร์พระราชาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งการจัดการน้ำแบบโคกหนองนาโมเดล ซึ่งได้จำลองพื้นที่จริงไว้ให้เห็น สามารถหาความรู้ได้ฟรีที่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี.

ฝากกดไลค์เพจ : เศรษฐกิจพอเพียง คนรุ้นใหม่หัวใจพอเพียง เพื่อเป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง

เรียบเรียงโดย เssc.sedtagidpurpearng
(ผิดพลาดประการใดขอรับไว้แต่ผู้เดียวครับ)